Kodak No. 2 Brownie Model F (1924) : กล้องกล่องคลาสสิกผู้เปลี่ยนโลกการถ่ายภาพ
หากพูดถึงกล้องวินเทจทรงกล่อง (Box Camera) ที่สร้างปรากฏการณ์ให้คนธรรมดาสามารถเข้าถึงการถ่ายภาพได้ Kodak No. 2 Brownie Model F คือหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ถ่ายภาพ ตัวรุ่น Model F เริ่มผลิตขึ้นช่วงปี 1924 โดยบริษัท Eastman Kodak Co. เมืองโรเชสเตอร์ นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
ไฮไลต์และดีไซน์ภายนอก
-
บอดี้อลูมิเนียมแสนทนทาน: Model F ถือเป็นรุ่นปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนโครงสร้างภายในและตัวบอดี้มาใช้อลูมิเนียมแทนไม้และกระดาษแข็งแบบรุ่นก่อน ๆ ทำให้ตัวกล้องมีความแข็งแรง แต่น้ำหนักเบา หุ้มด้วยหนังเทียมสีดำขรึม

-
สายสะพายหนังปั๊มลาย: ด้ามจับด้านบนทำจากหนัง ปั๊มตัวหนังสือโลโก้ "BROWNIE" อย่างชัดเจน ตรึงด้วยน็อตโลหะหมุดกลม
-
ช่องมองภาพแบบกระจกเงา (Viewfinders): มีช่องมองภาพ 2 ช่องสำหรับวางเฟรมภาพ — ช่องบนสำหรับการถ่าย แนวตั้ง และช่องข้างสำหรับการถ่าย แนวนอน
กลไกและการใช้งาน (How it Works)
กล้องรุ่นนี้เน้นความเรียบง่ายตามคอนเซปต์ "ชัตเตอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย" ในยุคนั้น:

-
ก้านชัตเตอร์ (Shutter Lever): ตัวก้านสับขึ้น-ลงง่ายๆ ด้านข้าง เพื่อเปิด-ปิดฉากรับแสง
-
ก้านปรับรูรับแสง & โหมดถ่าย: ดึงก้านด้านบนเพื่อเลือกขนาดรูรับแสง (Aperture) หรือสลับไประบบถ่ายภาพแบบเปิดหน้ากล้องค้าง (Time Exposure / B)
-
ตัวหมุนขึ้นฟิล์ม (Winding Key): ตัวหมุนรูปทรงปีกปลาอลูมิเนียมชุบนิกเกิลที่ด้านข้างตัวกล้อง หมุนนุ่มนวลเพื่อเลื่อนฟิล์มไปเฟรมถัดไป
สเปกฟิล์มและโครงสร้างภายใน

-
ประเภทฟิล์ม: ใช้ฟิล์มขนาด 120 (ปั๊มระบุชัดเจนบนตัวกล้องว่า USE KODAK NO. 120 FILM) ให้ขนาดภาพใหญ่สะใจถึง 2¼ x 3¼ นิ้ว (6x9 ซม.)
-
หน้าต่างแดง (Red Window): ด้านหลังฝาปิดมีช่องกระจกสีส้ม/แดง สำหรับดูตัวเลขลำดับภาพบนกระดาษซับหลังของฟิล์ม 120 เพื่อป้องกันฟิล์มโดนแสง
-
เพลทและเลขสิทธิบัตร (Patents): เมื่อเปิดฝาหลังจะพบเพลทพิมพ์ข้อความระบุชื่อรุ่น No. 2 Brownie MODEL F พร้อมเลขสิทธิบัตรย้อนไปตั้งแต่ปี 1916 จนถึงปี 1925
-
ตระกูลสปูลฟิล์มโลหะ: โครงใส่ฟิล์มภายใน (Film Transport Cone) เป็นอลูมิเนียมสีดำยกชุด มีข้อความปั๊มเตือนสไตล์วินเทจว่า "This camera takes No. 2 Brownie film"
สรุปความน่าสะสม
Kodak No. 2 Brownie Model F คือคลาสสิกไอเทมที่ไม่เพียงแต่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แต่ฟอร์มแมตฟิล์ม 120 ยังเป็นขนาดที่ หาซื้อและล้างสแกนได้ง่ายในปัจจุบัน ต่างจากกล้องโบราณหลายๆ รุ่นที่ใช้ฟิล์มขนาดเฉพาะตัวที่เลิกผลิตไปแล้ว ใครที่กำลังเริ่มต้นสะสมกล้องวินเทจยุค 1920s ตัวนี้คือกล้องตัวแรกๆ ที่ต้องมีติดตู้ไว้
หลังจากที่ Kodak ประสบความสำเร็จกับกล้อง Kodak Brownie No.1 ที่มาพร้อมกับฟิล์มที่บรรจุพร้อมถ่ายรูป ได้จำนวน 100 รูป ด้วยแคมเปญ "You Press the Button, We Do the Rest" คือ ผู้ถ่ายแค่ทำการกดปุ่มชัตเตอร์ และ ส่งไปให้ทางบริษัทฯ จัดการล้างและอัดรูป ส่งกลับมา พร้อมกล้องที่บรรจุฟิล์มมาให้ใหม่อีกครั้ง แล้ว Kodak ก็ได้ทำการออกกล้องรุ่นใหม่ ที่ใช้ง่ายเหมือนเดิม เพิ่มเติมฟังชั่นบางอย่าง ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนฟิล์ม และ ล้างได้เอง ออกมาเป็นรุ่นที่ 2
กล้องกล่อง Kodak Brownie No.2 รุ่นนี้ เริ่มมีใช้กันประมาณปี ค.ศ. 1901-1935 มีทั้งหมด 6 Model คือ Model A - Model E และ เป็นกล้องรุ่นแรกที่เริ่มมีการใช้ฟิล์มม้วนขนาด 120 กล้องตัวที่เห็นนี้เป็น Model F ...
ผลิตขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1924 ซึ่งอยู่ในช่วงปลายของวงจรการผลิต รุ่น หรือ Model A-E ตัวกล้องยังทำด้วยกล่องกระดาษ แต่รุ่นนี้ Model F เปลี่ยนเป็นกล่องโลหะแล้ว ทำให้มีความคงทนมากขึ้น โดยกล้องจะมีช่องมองภาพ ทั้งแนวตั้ง และ แนวนอน มีแถบเหล็กที่สามารถดึงออกสองแถบที่ด้านบน

Kodak Brownie No2 Model F Viewfinder
ช่องมองภาพ สามารถดูได้ทั้งแนวตั้ง และ แนวนอน

Kodak Brownie No2 Model F Viewfinder
แถบเลื่อนด้านบน จากรูป ตัวซ้าย (ใหญ่) คือแถบเปลี่ยน ช่องรับแสง
ตัวขวา (เล็ก) คือแถบเปลี่ยนความเร็วชัตเตอร์ ระหว่าง 1/50 วินาที กับ Blub
ใช้งานโดยการจับและดึงขึ้น

Kodak Brownie No2 Model F Shutter Lever
แถบเปลี่ยนความเร็วชัตเตอร์ระหว่างประมาณ 1/50 กับ Bulb
จับแถบเลื่อนดึงขึ้น เพื่อใช้งานชัตเตอร์แบบ Blub

ไกลั่นชัตเตอร์อยู่ด้านขวาของตัวกล้องใกล้ด้านหน้า
ไกลั่นชัตเตอร์ ใช้งานโดยการกด ขึ้น หรือ ลง ได้ทั้ง 2 ทาง
ชัตเตอร์ 1/50 วินาที กดครั้งเดียว ขึ้น หรือ ลง อย่ากดซ้ำ เพราะจะให้เป็นภาพซ้อน
ชัตเตอร์ Blub กดหนึ่งครั้งเพื่อเปิดม่านชัตเตอร์ กดอีก 1 ครั้ง เพื่อปิดม่านชัตเตอร์
อีกแถบหนึ่งดึงเพื่อเปลี่ยนช่องรับแสงได้สามแบบคือ f/11, f/22 และ f/32

ดึงแถบสำหรับเปลี่ยนช่องรับแสงขึ้น ทีละขั้น
เลนส์แบบวงเดือน มีทางยาวโฟกัส 100 มม. และ ระยะโฟกัสใกล้สุด 3 เมตร หรือ 10 ฟุต
ใช้ฟิล์มม้วน 120 จะได้รูปขนาดประมาณ 6x9 ซม. จำนวน 8 รูป

ตัวล๊อคฝาด้านหลัง ฝาด้านหลังจะมีปั๊มนูน รายละเอียดต่าง ๆ และ แจ้งว่าใช้กับฟิล์ม 120
ก่อนเปิดฝา ต้องหมุนและดึงที่ม้วนฟิล์มออกมาก่อน จึงจะดึงที่โหลดฟิล์มออกมาได้

เปิดฝาหลัง และ ดึงตัวสำหรับโหลดฟิล์มออกมา
การถ่ายรูปในยุคนั้น ก่อนที่จะเป็นกล้องที่ใช้ฟิล์มม้วน กล้องส่วนใหญ่ จะใช้กับฟิล์มกระจกเปียก หรือ กระจกแห้ง และมีฟังชั่นการปรับมากมาย ทั้งความไวชัตเตอร์ ช่องรับแสง ฯลฯ แบบมืออาชีพ ราคาก็สูงตามความยากของการผลิต เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการล้างฟิล์ม พิมพ์รูปก็มากมาย ค่าใช้จ่ายก็สูงตาม ซึ่งคนธรรมดาทั่วไป ยากที่จะทำการถ่ายรูปด้วยตัวเองได้
แนวความคิดของ Kodak ในยุคนั้น คือต้องการผลิตกล้องให้คนทั่วไป ซื้อกล้องไปแล้วใช้งานได้เลยแบบง่าย ๆ ไม่ต้องตั้งค่าอะไรมาก สามารถล้างฟิล์มได้เอง และ อัดรูปออกมาดูได้เองโดยง่าย การพิมพ์รูปที่ง่ายที่สุดก็คือการพิมพ์รูปแบบติดต่อ หรือที่เรียกว่า Contact Print ก็สามารถดูรูปที่ต้องการได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมืออัดขยายใด ๆ จึงทำให้เกิดการผลิตกล้องรุ่นนี้ในราคาย่อมเยา เป็นกล้องที่เหมาะสมกับสาธารณะชนทั่วไปที่แม้จะไม่ได้เรียน ฝึกฝน หรือมีความรู้เรื่องการถ่ายรูปมาก่อน ทำให้ใช้งานง่าย และ ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เมื่อผู้คนทั่วไปสามารถถ่ายรูปได้ พิมพ์รูปเองได้ นอกจากรายได้ที่ได้จากการขายกล้องแล้ว ฟิล์ม กระดาษอัดรูป น้ำยา ต่าง ๆ ก็เพิ่มรายได้ให้กับ Kodak เป็นอย่างมาก
สำหรับการใช้กล้องถ่ายรูปแบบนี้ในปัจจุบัน อาจจะไม่คล่องตัว และ ไม่สามารถจะถ่ายรูปในทุกสภาพแสง ได้ตามความต้องการเหมือนกับกล้องรุ่นใหม่ ๆ ที่มีอยู่มากมาย เพราะ ค่าชัดเตอร์สปีด มีแค่ค่าเดียวคือ 1/50 วินาที (และไม่แน่นอนด้วย ตามอายุการใช้งาน) ช่องรับแสง ก็มี 3 ค่าให้เลือก f/11, f/22 และ f/32 เท่านั้น ถ้าเทียบเป็น EV โดยประมาณ กับฟิล์ม ISO 100 ชัตเตอร์สปีด 1/50 sec. กับระยะเลนส์ 100mm ค่าที่ได้มีดังนี้

f/11 = 13 EV สภาพแสงมีเมฆ แบบสว่าง ๆ หรือในที่ร่มนอกอาคาร

f/22 = 15 EV แสงแดด สว่าง ตอนกลางวัน (Sunny 16)

f/32 = 16 EV แสงแดดจ้า ถ่ายชายหาด หรือ หิมะขาว
ถ้าเทียบกฏซันนี่ 16 จะอยู่ที่ 15 EV โดยประมาณ ( ISO100 : 1/100 : f/16)
ก็แสดงว่า กล้องตัวนี้ จะต้องถ่ายอย่างน้อย ในร่มไม้ที่มีแสงส่งถึง ออกแดด และ แดดจ้ามาก ๆ ถึงจะได้รูป ในร่มหรือในห้องต้องใช้ Blub แน่นอน ทาง Kodak เองก็แนะนำการถ่ายรูปด้วยกล้องกล่องแบบนี้ไว้ว่า "หลังพระอาทิตย์ขึ้น 2 ชม. และ ก่อนพระอาทิตย์ตก 2 ชม." (ประมาณ 9 โมงเช้า ถึง บ่ายสี่โมง) น่าจะได้รูปที่ดี และชัตเตอร์ช้าขนาด 1/50 sec. กับทางยาวโฟกัสของเลนส์ ที่ 100 มม. (หมายถึง ระยะจากเลนส์ ถึงระนาบฟิล์ม) ถ้าถือไม่นิ่งจริง ๆ กล้องสั่นภาพเบลอแน่นอน กล้องตัวนี้จึงมี Tripod mount หรือรูเกลียวสำหรับยึดแป้นขาตั้งมาให้
ข้อสังเกตอีกอย่าง ระยะเลนส์ 100 มม. กับฟิล์มขนาด 6x9มม. ระยะชัดลึกมีน้อย คิดว่า น่าจะทำมาเพื่อถ่ายรูปบุคคล หรือสิ่งของ ไม่เหมาะกับการถ่ายวิว ทิวทัศน์ ที่ต้องการความคม และ ชัดลึกสูง
f11 = 3-3.5 ฟุต (โฟกัสที่ 3.2 ฟุต)
f22 = 3-4 ฟุต (โฟกัสที่ 3.4 ฟุต)
f32 = 3-4.5 ฟุต (โฟกัสที่ 3.6 ฟุต)
** ระยะชัดนี้ยังไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะยังไม่ได้ลองเช็คดู **
เปิดกรุผลงาน Kodak Brownie No. 2 Model F : เสน่ห์ภาพขาวดำยุค 1920s ในยุคปัจจุบัน
หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกับตัวกล้องคลาสสิกอายุเกือบร้อยปีอย่าง Kodak No. 2 Brownie Model F ไปแล้ว ในบทความนี้เราจะมาดูผลงาน "การทดลองถ่าย" จริงๆ กันบ้าง ภาพเหล่านี้เป็นหลักฐานชั้นดีว่า กล้องกล่อง (Box Camera) ดีไซน์เรียบง่ายนี้ เมื่อจับคู่กับฟิล์มและน้ำยาที่เหมาะสม จะสามารถถ่ายทอดอารมณ์และภาพที่สวยงามเพียงใด
กล้อง Kodak Brownie No. 2 Model F
ฟิล์ม Kentmere Pan 100
ถ่ายในที่ร่มหน้าตึกที่มีแสงสว่างส่องถึง ก็ดูโอเคดี รูปสุดท้าย ออกกลางแดด ก็ใช้ได้ดีเช่นกัน ส่วนความคมชัด คิดว่าควรจะต้องเกิน 3 ฟุตไปสักหน่อย สัก 3.5-4.5 ฟุต กำลังสวย
สรุปผลงานการทดลองถ่าย (Overview of Test Footage)
ชุดภาพที่ได้จากการทดลองถ่ายนี้แสดงให้เห็นเสน่ห์เฉพาะตัวของกล้อง No. 2 Brownie อย่างครบถ้วน:
-
คอนทราสต์ที่นุ่มนวล (Soft Contrast): กล้องรุ่นนี้ให้โทนภาพขาวดำที่นุ่มนวล ไม่จัดจ้านเกินไป การไล่ระดับสีเทา (Grayscale) ทำได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะในสภาพแสงแดดจัดที่ตัวอาคารสีขาวตัดกับเงาเข้ม
-
ความคมชัดที่ "ไม่คมบาดตา": อย่าคาดหวังความคมชัดแบบพิกเซลต่อพิกเซลจากเลนส์เดี่ยวตัวเดียวของกล้อง Brownie แต่ความ "คมชัดที่พอเหมาะ" นี้เองที่ทำให้ภาพดูมีมิติ มีเสน่ห์แบบภาพถ่ายสมัยก่อน
-
ความเบลอเล็กน้อย (Depth of Field): ด้วยขนาดรูรับแสงที่ค่อนข้างกว้างสำหรับกล้อง box camera ทำให้ฉากหลังของภาพบุคคลเบลอออกไปได้อย่างนุ่มนวล สร้างโฟกัสให้กับตัวบุคคลได้ดี
-
กลิ่นอายความวินเทจ: รอยขีดข่วนเล็กน้อยหรือความไม่สมบูรณ์บนตัวฟิล์ม เป็นเสน่ห์เสริมให้ภาพดู "ข้ามกาลเวลา" มาอย่างสมจริง
รูปนี้ถ่ายในร่มตรงบันไดที่อยู่หน้าตึก แสงกลางวัน สะท้อนเข้ามากำลังดี ระยะห่างประมาณ 4 ฟุต
รูปนี้ขยับใกล้เข้าไปนิดนึง เบลอเลย
ออกมานอกตึกพ้นเงาร่ม กลางแดดจ้า ๆ ถ่ายได้เลย สบาย ๆ
อธิบายทางเทคนิคและการถ่าย (Technical Breakdown & Method)
เพื่อให้การทดลองถ่ายได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เราจึงเลือกองค์ประกอบทางเทคนิคที่เฉพาะเจาะจง:
1. การเลือกฟิล์ม:
-
ฟิล์ม: ใช้ฟิล์ม Kentmere Pan 100 ขนาด 120
-
ทำไมถึงเลือก?: Kentmere Pan 100 เป็นฟิล์ม ISO ต่ำที่ให้เกรน (Grain) ที่ละเอียด ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ภาพที่ได้จากเลนส์ของกล้อง No. 2 Brownie มีความชัดเจนที่สุด และยังได้โทนขาวดำที่สวยงามในสภาพแสงแดดกลางแจ้ง
2. กระบวนการล้างฟิล์ม (Developing Process): เพื่อให้ได้ภาพที่มีคอนทราสต์ที่ถูกต้องตามความต้องการ เราใช้น้ำยาล้างฟิล์มสูตรเฉพาะ:
-
น้ำยา: Pyrocat HD (สารละลายเจือจาง 2:2:500)
-
อุณหภูมิ: 20 องศาเซลเซียส
-
เวลา: 24:30 นาที
-
ผลลัพธ์: การล้างด้วย Pyrocat HD ช่วยเน้นความละเอียดของฟิล์มและให้คอนทราสต์ที่นุ่มนวลตามที่อธิบายไปข้างต้น ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในการดึงคุณภาพสูงสุดออกมาจากกล้อง
3. เทคนิคการถ่ายภาพกลางแจ้ง:
-
สภาพแสง: ภาพถ่ายส่วนใหญ่ถ่ายในสภาพแสงแดดจัดกลางแจ้ง (Harsh daylight)
-
การถ่ายภาพสะท้อน (Reflections): สร้างสรรค์ภาพที่มีมิติมากขึ้นโดยการถ่ายเงาสะท้อนจากกระจกอาคาร ตัดกับตัวบุคคลจริง ซึ่งภาพ No. 2 Brownie ก็สามารถเก็บรายละเอียดได้ทั้งตัวบุคคลและเงาสะท้อน
-
การถ่ายภาพบุคคลแบบระยะไกล (Long Shots): กล้อง No. 2 Brownie แสดงให้เห็นความสามารถในการเก็บรายละเอียดของอาคารและรั้วในระยะไกลพร้อมทั้งตัวบุคคลในเฟรมเดียวกัน
สรุปความประทับใจ
การได้จับกล้อง No. 2 Brownie Model F ไปถ่ายภาพจริงไม่ใช่แค่เรื่องของการกดชัตเตอร์ แต่เป็นเหมือนการเดินทางกลับไปสู่อดีตที่เงียบสงบ ผลลัพธ์ที่ได้จากฟิล์ม Kentmere Pan 100 และ Pyrocat HD ทำให้ภาพถ่ายดู "มีจิตวิญญาณ" เป็นเสน่ห์ที่ไม่สามารถหาได้จากกล้องดิจิทัลหรือสมาร์ตโฟนในปัจจุบัน หากคุณเป็นนักสะสมกล้องหรือช่างภาพที่รักในกลิ่นอายของอดีต กล้องตัวนี้จะสร้างความประทับใจให้คุณอย่างแน่นอน!
ในยุคปัจจุบันเราอาจจะชิน หรือ ต้องการกล้องที่ถ่ายได้ตามใจเรา ถ้าลองมาถ่ายรูปตามใจกล้องบ้าง น่าจะสนุกดีนะครับ
รายละเอียดของกล้องอย่างเป็นทางการ
Specifications : Kodak Brownie No. 2 Model F
Made in the USA
Film: Uses 120 roll film
Lens: 10 cm meniscus lens
Apertures: F11, f/22, and f/32
Shutter speed: 1/50
Minimum focus distance: 3 meters (10 feet)
Weight: 500 grams
Body: Metal covered in leatherette
Viewfinders: Two, one for portrait and one for landscape
Tripod mount: Yes
Bulb mode: Yes
Size: 5.5 in x 3 in x 4 in

ความคิดเห็นขับเคลื่อนโดย CComment