Kodak Jiffy Six-16 Series II: เสน่ห์กล้องพับยุค Art Deco ที่ยังคงโลดแล่น
สัมผัสกลิ่นอายความคลาสสิกจากยุคทองของกล้องถ่ายภาพกับ Kodak Jiffy Six-16 Series II กล้องพับ (Folding Camera) ทรงเสน่ห์ที่ผลิตโดย Eastman Kodak Company ในช่วงปี ค.ศ. 1937-1948 ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยเอกลักษณ์ ทำให้กล้องรุ่นนี้ยังคงเป็นที่หมายปองของนักสะสมและผู้หลงใหลในภาพถ่ายวินเทจจนถึงปัจจุบัน
ทำไมถึงชื่อ "Jiffy"? คำว่า "Jiffy" ในภาษาอังกฤษแปลว่า "ชั่วพริบตา" หรือ "ประเดี๋ยวเดียว" ซึ่งสะท้อนถึงจุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของกล้องรุ่นนี้ นั่นคือความรวดเร็วในการเตรียมพร้อมใช้งาน เพียงแค่กดปุ่มชัตเตอร์หรือปุ่มที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ บอดี้ส่วนหน้าจะเด้งกาง bellows (ท่อลมพับ) ออกมาพร้อมให้คุณลั่นชัตเตอร์บันทึกภาพความทรงจำได้ทันที สมชื่อ Jiffy จริงๆ ครับ
รายละเอียดทางเทคนิค (Specifications)
-
ผู้ผลิต: Eastman Kodak Company, Rochester, New York, USA
-
ปีที่ผลิต: ค.ศ. 1937 - 1948
-
ประเภท: กล้องพับ (Strut Folding Camera)
-
เลนส์: Kodak Twindar
-
ชัตเตอร์: แบบ Leaf Shutter มีความเร็วเดียว (Single speed) ประมาณ 1/50 วินาที และโหมด B (Bulb) สำหรับเปิดชัตเตอร์ค้างไว้
-
รูรับแสง (Aperture): ปรับได้ 3 ระดับ (โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ f/11, f/16, f/22)
-
โฟกัส: แบบ Fixed Focus (ระยะชัดลึกค่อนข้างกว้าง)
-
ช่องมองภาพ: แบบ Waist-level finder (มองจากด้านบน) สองช่องสำหรับภาพแนวตั้งและแนวนอน
-
ฟิล์ม: ใช้ฟิล์มขนาด 616 (ซึ่งปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว) ให้ภาพขนาด 2 ½ x 4 ¼ นิ้ว (ประมาณ 6.5 x 11 ซม.)
-
บอดี้: โลหะหุ้มด้วยวัสดุเลียนแบบหนังสีดำ (Leatherette) พร้อมการตกแต่งสไตล์ Art Deco
จุดเด่นและเสน่ห์ของ Jiffy Six-16 Series II
-
ดีไซน์ที่งดงาม: แผ่นเพลทด้านหน้ากล้องมีการตกแต่งด้วยลวดลายเรขาคณิตที่เป็นเอกลักษณ์ของยุค Art Deco ผสมผสานกับบอดี้สีดำดูเท่และคลาสสิก
-
ความง่ายในการใช้งาน: ด้วยความที่เป็นกล้องแบบ Point-and-shoot ในยุคอดีต ทำให้การใช้งานไม่ซับซ้อน เพียงแค่กางกล้อง เล็ง และกดชัตเตอร์
-
ภาพขนาดใหญ่: ฟิล์มขนาด 616 ให้ภาพถ่ายขนาดใหญ่ ทำให้ได้รายละเอียดภาพที่น่าประทับใจ
-
ความทนทาน: บอดี้โลหะที่แข็งแรงทำให้กล้องรุ่นนี้ยังคงอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
-
ความแตกต่างกับ Series I: ในรุ่น Series I หน้าเพลทจะเป็นโลหะขัดเงา แต่ใน Series II นี้ได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นหน้าเพลทหุ้มหนังสีดำ ทำให้ดูสุขุมและทันสมัยขึ้นในยุคนั้น
-
การนำกลับมาใช้งานจริง: แม้ฟิล์ม 616 จะหาไม่ได้แล้ว แต่นักถ่ายภาพวินเทจตัวจริงมักจะมีเคล็ดลับในการนำกล้องรุ่นนี้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง เช่น การใช้ Adapter เพื่อใส่ฟิล์มขนาด 120 แทน หรือการโหลดฟิล์ม 120 ลงในแกนฟิล์ม 616 เก่า (Spooling) ซึ่งต้องใช้ความชำนาญเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพถ่ายที่มีคาแรกเตอร์วินเทจอย่างแท้จริง
สรุป
Kodak Jiffy Six-16 Series II ไม่ใช่แค่เครื่องมือกดถ่ายภาพ แต่มันคือบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงการออกแบบและความนิยมในยุคอดีต สำหรับนักสะสม นี่คือไอเทมที่ไม่ควรพลาด และสำหรับผู้ที่รักการถ่ายภาพวินเทจ นี่คือความท้าทายและความสนุกในการค้นหาวิธีการนำมันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

Kodak Jiffy Six-16 Series II
ผลิตขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1937 สิ้นสุดการผลิตปี ค.ศ. 1948 กล้องที่แสดงอยู่นี้ เป็นรุ่นที่ 2 กล้องรุ่นนี้มีแผ่นด้านหน้า เป็นหนังสีดำเรียบ ต่างจากรุ่นแรก ที่ออกแบบลายเส้นด้านหน้า เป็นสไตล์ Art Deco คำต่อท้ายของกล้องรุ่นต่าง ๆ ของ Kodak ในยุนั้น ว่า Six-16 หมายถึงกล้องนั้น ใช้ฟิล์มม้วน 616 ที่ปรับขนาดแกนม้วนฟิล์ม ให้เล็กลงกว่าฟิล์มม้วน 116 แต่มีขนาดของเนื้อฟิล์มเท่ากัน เนื่องจากฟิล์มม้วน 616 รุ่น Six-16 เป็นรุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่า ฟิล์มม้วน 620 รุ่น Six-20 จึงทำให้ตัวกล้องใหญ่ขึ้นตามไปด้วย แต่ก็แลกมากับการได้รูปที่ใหญ่กว่ามาทดแทน ซึ่งในยุคนั้น จะนิยมพิมพ์รูปแบบ Contact Print คือพิมพ์รูปจากฟิล์ม โดยตรงเลย จึงทำให้ได้รูปที่ใหญ่กว่า โดยใช้ฟิล์มเดิม จะถ่ายรูปได้ขนาด 2 1/2 x 4 1/4 นิ้ว จำนวน 8 รูป ราคากล้องในปี ค.ศ. 1937 จำหน่ายตัวละ $9.00 คิดเทียบเป็น $197.29 ในวันนี้ ถ้าเป็นเงินบาท ก็จะได้ประมาณ 6,850 บาท
ปัจจุบัน ฟิล์มม้วน 616 ที่ใช้กับกล้องตัวนี้ไม่มีขายแล้ว แต่มีคนทำชิ้นส่วนเสริม สำหรับดัดแปลงใช้กับฟิล์มม้วน 120 ที่มีใช้อยู่กันทุกวันนี้ได้ จะทำให้ได้รูปที่มีความกว้างเท่าเดิม แต่ความสูงจะลดลงคล้าย ๆ จะเป็นรูปพาโนรามา ถ่ายได้จำนวน 6 รูป หรืออาจจะ ได้ปลายเพิ่มอีกรูป เป็น 7 รูป ...
กล้องรุ่นนี้เป็นกล้องพับได้ ที่ออกแบบมาแตกต่าง จากการพับของกล้องทั่วไป ผมอยากได้กล้องตัวนี้มาลองใช้เพราะว่า หน้าตาการพับเก็บของกล้อง ดูแปลกดี ไม่ได้สนใจเรื่องคุณภาพของตัวกล้อง และ รูปที่ได้เลย เลนส์ของกล้องก็จะมีลูกเล่นนิดหน่อย สามารถหมุนปรับระยะโฟกัสได้ 2 ระดับ คือ ระยะ 5-10 ฟุต กับ ระยะ 10 ฟุต ถึงระยะอนันต์ มีชัตเตอร์ 2 แบบให้เลือกคือ ความเร็วชัตเตอร์ 1/50 วินาที กับ T คือ Time ตามเวลาที่ต้องการ ช่องรับแสง มีมาให้ 3 ตัวเลือก คือ f/11 f/16 และ f/22 ทั้งค่าชัตเตอร์ และ ค่าช่องรับแสง ปรับโดยดึงแผ่นเหล็กที่อยู่ข้าง ๆ แผ่นแผงเลนส์ อีกทั้งช่องมองภาพแนวตั้ง แนวนอน และ ชัตเตอร์ก็อยู่ข้าง ๆ แผงเลนส์เหมือนกัน ตัวบอดี้กล้อง สำหรับใส่ฟิล์มอย่างเดียวโดยมีฝาเปิดด้านหลัง
มาดูรายละเอียดส่วนต่าง ๆ การทำงานของกล้อง และรูปตัวอย่างที่ถ่ายด้วยกล้องตัวนี้กันครับ

ด้านหน้า ของตัวกล้อง Kodak Jiffy Six-16 Series II เมื่อยังไม่เปิดแผงเลนส์
ตัวกล้องด้านหน้า ประกอบไปด้วย
ตรงกลาง เป็นเลนส์ Twindar สามารถหมุนปรับระยะโฟกัสได้
ช่องกระจกสีเหลี่ยมเล็ก ๆ 2 ช่อง สำหรับสะท้อนภาพไปยัง Viewfinder เพื่อให้มองเห็นรูปที่จะถ่าย
ปุ่มหมุนกลมด้านบน สำหรับบังคับเลื่อนฟิล์มม้วน
ปุ่มสีเงินเล็ก ๆ กดเพื่อเปิดสลักล๊อคชุดเลนส์ให้เปิดออกเพื่อใช้งาน

ด้านหลังของตัวกล้อง Kodak Jiffy Six-16 Series II
ด้านหลัง เป็นฝาพับ ข้างในสำหรับบรรจุฟิล์ม มีช่องกลมใสสีแดง สำหรับดูเลขจำนวนภาพ มีฝาเลื่อนเปิดปิดกันแสงเข้า
ด้านล่างของตัวกล้อง เรียบ ๆ กล้องตัวนี้ไม่มีช่องสำหรับใส่ขาตั้ง ทั้งแนวตั้ง และ แนวนอน แต่มีแป้นช่วยในการตั้งกล้องบนพื้นโต๊ะได้ มาให้

ด้านบนของตัวกล้อง Kodak Jiffy Six-16 Series II
ด้านบน จะมีปุ่มสีเงินเล็ก ๆ กดเพื่อปลดล๊อคแผงเลนส์ด้านหน้า เพื่อใช้งานกล้อง
แป้นกลม หมุนเพื่อเคลื่อนฟิล์มม้วนภายใน
กดปุ่มสีเงินเล็ก ๆ ปลดล๊อคแผงด้านหน้า ก็จะเด้งออกมา ดึงออกมาจนสุด พร้อมใช้งาน

กล้อง Kodak Jiffy Six-16 Series II เมื่อตั้งแนวตั้ง ด้านขวา และ ด้านซ้าย

หลังแผงเลนส์จะมีขาสำหรับตั้งกล้องซ่อนอยู่ พลิกขึ้น จะเป็นขาตั้งสำหรับตั้งกล้องแนวตั้ง

หมุนแผ่นตั้งกล้องไปอีกด้าน สำหรับ ตั้งกล้องแนวนอน

แผงเลนส์ด้านหน้า
แผงเลนส์ด้านหน้า เลนส์ TWINDAR LENS อยู่ตรงกลาง สามารถหมุน เพื่อเปลี่ยนระยะโฟกัสได้ สังเกตที่จุดสีขาวหน้าเลนส์ เมื่อหมุนไปทางซ้าย จะเป็นการโฟกัสที่ระยะ 5-10 ฟุต หมุนไปทางขวา จะเป็นการโฟกัสที่ระยะ 10 ฟุตเป็นต้นไป ช่องสีเหลี่ยม บนและล่าง สำหรับสะท้อนภาพ ที่ต้องการถ่ายไปยัง Viewfinder ด้านหลัง

หันหน้ากล้องออก ทางด้านซ้ายหลังแผงเลนส์ จะมีแผ่นดึง เพื่อเปลี่ยนค่าช่องรับแสง

การปรับค่าช่องรับแสง ไม่ดีงเลย จะเป็น f/11 ดึงมาจังหวะแรก จะเป็น f/16 ดึงมาจนสุด จะเป็น f/22 บางรุ่นมีแค่ f/11 กับ f/16

ด้านบนของแผงเลนส์ จะมีช่อง Viewfinder สำหรับดูภาพแนวตั้ง และมีสวิชสำหรับปรับค่า ความเร็วชัตเตอร์
ปรับไปที่โหมด I หมายถึงค่า Instant คือ 1/50 วินาทีโดยประมาณ
ปรับไปที่โหมด T หมายถึง Time ตามเวลาที่เราต้องการ

ไกลั่นชัตเตอร์ จะอยู่ที่หลังด้านขวาของแผงเลนส์ เมื่อหันหน้าเลนส์ออก
โหมด T เมื่อกดหนึ่งครั้ง จะเป็นการเปิดม่านชัตเตอร์ และ จะกลับไปที่ตำแหน่งเดิม กดอีกหนึ่งครั้ง จะเป็นการปิดม่านชัตเตอร์ ตามเวลาที่ต้องการ
โหมด I เมื่อกดหนึ่งครั้ง จะเป็นการลั่นชัตเตอร์ และจะกลับไปที่ตำแหน่งเดิม พร้อมสำหรับการลั่นชัตเตอร์ครั้งต่อไป

ด้านหลังของตัวกล้อง เป็นฝาเปิดปิดได้สำหรับเปิดเพื่อบรรจุฟิล์มม้วน 116
บนสุด จะเป็นหูมือจับ และ แผงสวิชสำหรับล๊อคฝาปิดด้านหลัง
ถัดลงมาทางขวา แป้นกลมหมุนสำหรับเลื่อนม้วนฟิล์ม
ลงมาล่างสุด เป็นแผ่นปิดช่องกลมสีแดงใส เพื่อดูลำดับของรูปที่จะถ่าย

มือจับหนังด้านบน และ แผงสวิชล๊อกแผ่นด้านหลัง มีรายละเอียดของตัวกล้องอยู่ด้วย เลื่อนตามลูกศร เพื่อล๊อค หรือ เปิด แผ่นหลัง

แผ่นเปิดปิดช่องกลมสีแดงใส ด้านหลัง เปิดเมื่อต้องการเลื่อนฟิล์ม และดูตัวเลข และพยายามปิดไว้ตลอดเวลา เพื่อป้องกันแสงเข้าสู่ฟิล์ม

หมุนและดึงแป้นบังคับฟิล์ม และ เลื่อนสวิชล๊อคแผ่นหลัง เพื่อเปิดแผ่นด้านหลังของตัวกล้อง

เปิดด้านหลังกล้องออกม จะเห็นช่องสำหรับใส่ฟิล์ม และทีสติ๊กเกอร์แนะนำฟิล์ม ที่ใช้กับกล้องตัวนี้ แปะไว้ชัดเจน กล้องตัวนี้ใช้ฟิล์ม 616 ซึ่งปัจจุบันไม่มีผลิต และ จำหน่ายแล้ว แต่เราสามารถหาซื้อตัวดัดแปลง หรือ Adapter ที่ช่วยให้ใช้ฟิล์มม้วน 120 ที่มีขายอยู่ทุกวันนี้ได้ ในรูป แกนฟิล์ม 120 กับ Adapter สีส้ม แปลงใช้ฟิล์ม 120 ในกล้องที่ใช้ฟิล์ม 616 ได้

เมื่อใส่ฟิล์มเข้ากับตัวกล้อง หมุนแป้นฟิล์มและกดให้สามารถเดินฟิล์มได้ ปิดฝาด้านหลัง ล๊อคสวิชด้านบนใต้มือจับ หมุนเลื่อนฟิล์มพร้อมที่จะถ่ายรูป

การดูตัวเลขนับฟิล์มด้านหลัง ของกล้อง ก็จะแตกต่างจากกล้องที่ใช้ ฟิล์มม้วน 120 ทั่วไป เพราะความยาวของรูป ยาวกว่า ผมลองทดสอบและ วัดระยะการหมุนได้ค่าคร่าว ๆ ตามนี้ ลองดูกันครับ อาจจะปรับได้ภายหลัง ถ้าไม่ตรงตามต้องการ
รูปแรก หมุนไปเจอเลข 2 และหมุนไปอีก จนกว่าจะเจอจุดดำ ที่ 1
รูปที่ 2 หมุนไปเจอเลข 4 และหมุนไปอีก จนกว่าจะเจอจุดดำ ที่ 4
รูปที่ 3 หมุนไปเจอเลข 7 และหมุนไปอีก จนกว่าจะเจอจุดดำ ที่ 1
รูปที่ 4 หมุนไปเจอเลข 9 และหมุนไปอีก จนกว่าจะเจอจุดดำ ที่ 4
รูปที่ 5 หมุนไปเจอเลข 12 และหมุนไปอีก จนกว่าจะเจอจุดดำ ที่ 1
รูปที่ 6 หมุนไปเจอเลข 14 และหมุนไปอีก จนกว่าจะเจอจุดดำ ที่ 4
รูปที่ 7 (แถม) หมุนไป 2 รอบ และเพิ่มไปอีก 1/4 รอบโดยประมาณ จะได้ไม่เต็มเฟรม
1 December 2024
Kodak Jiffy Six-16
Lucky SHD100
Paradinol 1:100 20C 30:00m
Epson V600 : Photoshop
จากตัวอย่าง ถ่ายได้ 6 รูป รูปที่ 7 ม้วนฟิล์มเพลิน เลยจนหมดม้วนไม่ได้ถ่าย
Kodak Jiffy Six-16 II No.006
เสน่ห์อันไม่สมบูรณ์แบบที่สมบูรณ์แบบ
1. คาแรกเตอร์และอารมณ์ภาพ (Character & Mood): ภาพถ่ายชุดนี้สื่ออารมณ์วินเทจได้อย่างเต็มเปี่ยม คาแรกเตอร์ของฟิล์ม Lucky SHD100 ผสมผสานกับสไตล์การล้างแบบ Paradinol ให้เกรนที่สวยงาม มีเนื้อสัมผัส (Texture) ที่ดี และให้โทนภาพที่ดู "ดิบ" และ "จริง" โดยเฉพาะภาพทิวต้นไม้ ที่การจัดแสงและการเล่นเงาสร้างความดราม่าและความมีมิติได้อย่างน่าทึ่ง
2. องค์ประกอบภาพ (Composition): โดดเด่น
-
ภาพทิวต้นไม้ : มีการใช้เส้นสายของเงาลำต้นที่ทอดตัวยาวนำสายตาเข้าไปสู่ภาพ และแนวต้นไม้ใหญ่สร้างจังหวะ (Rhythm) ที่น่าสนใจ การใช้อัตราส่วนภาพกว้างพิเศษพานอรามาสอดรับกับหัวข้อภาพได้เป็นอย่างดี
-
ภาพรากไม้และสะพาน : มีการนำสายตาโดยเส้นขอบของตลิ่งและเงาสะท้อนของสะพาน การเปรียบเทียบระหว่างรากไม้ที่ดูซับซ้อนตามธรรมชาติกับเส้นสายที่เป็นระเบียบของสะพานสร้างความตัดกัน (Contrast) ทางภาพถ่ายที่น่าสนใจมาก
3. การควบคุมแสง (Lighting Control): มีเสน่ห์เฉพาะตัว
-
แสงฟุ้ง (Flare): แสงฟุ้งในภาพทิวต้นไม้ สร้างอารมณ์ดรีมมี่และดราม่า ซึ่งโดยทั่วไปอาจถือว่าเป็นข้อบกพร่องในกล้องยุคปัจจุบัน แต่ในที่นี้มันคือ "signature" ของกล้องวินเทจที่ไม่มีโค้ตติ้งเลนส์สมัยใหม่
-
ความคมชัด (Sharpness): ความคมชัดลดลงบริเวณขอบภาพและมีขอบดำ (Vignetting) เล็กน้อย ซึ่งเป็นลักษณะตามธรรมชาติของเลนส์ออปติกยุคเก่า สิ่งเหล่านี้กลับช่วยเพิ่มความคลาสสิกและดึงดูดสายตาเข้าสู่ใจกลางภาพได้ดี
4. ผลลัพธ์จากการล้างฟิล์ม (Development Results): เป็นที่น่าพอใจ คอนทราสต์ในภาพดูเหมาะสม ไม่จัดหรือจืดจนเกินไป การเก็บรายละเอียดในส่วนมืด (Shadows) และส่วนสว่าง (Highlights) ทำได้ดี แสดงให้เห็นถึงทักษะในการควบคุมกระบวนการล้างฟิล์มด้วย Paradinol
5. ข้อสังเกตเล็กน้อย (Observational Critique): "ความไม่สมบูรณ์แบบที่มีเสน่ห์" มีรอยขีดข่วนบางๆ และจุดฝุ่นเล็กน้อยปรากฏในภาพ ซึ่งน่าจะเกิดจากการโหลดฟิล์ม หรือการจัดการฟิล์มในขั้นตอนต่างๆ ในมุมมองของคนรักกล้องฟิล์ม สิ่งเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวและเสน่ห์ของภาพถ่ายวินเทจ แต่หากต้องการความสะอาดระดับมืออาชีพ อาจต้องเพิ่มความระมัดระวังในขั้นตอนการจัดการฟิล์มมากขึ้น

ความคิดเห็นขับเคลื่อนโดย CComment